เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้เล่น Poker ระดับมืออาชีพถึงสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียก การเพิ่มเดิมพัน หรือการหมอบ พวกเขาดูเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าควรทำอย่างไร คำตอบที่แท้จริงก็คือพวกเขาเข้าใจหลักการ การคำนวณ Pot Odds และ Equity อย่างถ่องแท้นั่นเอง ซึ่งนี่คือทักษะที่แยกผู้เล่นมือสมัครเล่นออกจากมืออาชีพอย่างชัดเจน
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องเก่งคณิตศาสตร์หรือมีพรสวรรค์พิเศษ แต่จริง ๆ แล้วมันง่ายกว่าที่คิดมาก และใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ถ้าเข้าใจหลักการพื้นฐาน คำนวณ poker บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีเล่น Poker ไปตลอดกาลไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นหรือเล่นมานานแล้วแต่ยังไม่เคยใช้คณิตศาสตร์ช่วย บทความนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทุกครั้งในเกม Poker ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคหรือสัญชาตญาณ แต่เป็นเรื่องของตรรกะและความน่าจะเป็นที่สามารถคำนวณได้อย่างแม่นยำการเรียนรู้เรื่องนี้จะเปิดโลกใหม่ให้กับการเล่น Poker เพราะจะเริ่มเห็นว่าทุกมือไพ่มีมูลค่าทางคณิตศาสตร์ ทุกการเดิมพันมีเหตุผลรองรับ และทุกการตัดสินใจมีข้อมูลสนับสนุน นี่คือวิธีที่มืออาชีพเล่น และนี่คือวิธีที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้

ทำความรู้จักพื้นฐาน การคำนวณ Pot Odds และ Equity ใน Poker คืออะไรกันแน่
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการคำนวณที่ละเอียด มาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนดีกว่า เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพตรงกัน Pot Odds หรือ อัตราส่วนพ็อต คืออัตราส่วนระหว่างเงินที่อยู่ในพ็อตแล้วกับเงินที่ต้องใส่เพิ่มเพื่อเล่นต่อ ส่วน Equity หรือ ส่วนแบ่งมูลค่า คือโอกาสที่มือไพ่ของเราจะชนะในระยะยาว ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ทำงานร่วมกันในการช่วยตัดสินใจลองนึกภาพแบบนี้ Pot Odds เปรียบเสมือนราคาที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อตั๋วลอตเตอรี่ ส่วน Equity เปรียบเสมือนโอกาสที่จะถูกรางวัล ถ้าราคาตั๋วถูกแต่โอกาสถูกรางวัลสูง ก็คุ้มที่จะซื้อ แต่ถ้าราคาแพงแต่โอกาสน้อยก็ไม่คุ้ม หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับ Poker เช่นกัน ถ้า Pot Odds ดีและ Equity สูง ก็คุ้มที่จะเล่นต่อการคำนวณ Pot Odds และ Equityไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูเท่ ๆ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและมีหลักการ แทนที่จะเดาสุ่มว่าควรเล่นต่อหรือหมอบ ก็ใช้คณิตศาสตร์ช่วยได้เลย ซึ่งในระยะยาวแล้ว ผู้เล่นที่ใช้หลักการนี้จะได้เปรียบกว่าผู้เล่นที่พึ่งพาโชคหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอนนอกจากนี้ การเข้าใจหลักการเหล่านี้ยังช่วยให้อ่านเกมได้ดีขึ้น เพราะจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมคู่แข่งถึงตัดสินใจแบบนั้น บางทีอาจจับได้ว่าคู่แข่งกำลังทำ Bluff อยู่เพราะเขาเรียกในสถานการณ์ที่ Pot Odds ไม่ดี หรืออาจเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงหมอบทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนมีโอกาสชนะ เพราะ Equity ของเขาต่ำกว่าที่ต้องจ่าย
การคำนวณ Pot Odds และ Equity คืออะไร วิธีการคำนวณเบื้องต้นที่ต้องรู้
Pot Odds คืออัตราส่วนที่บอกว่าต้องใส่เงินเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเงินที่มีโอกาสจะได้รับการคำนวณ Pot Odds และ Equity วิธีคำนวณก็ง่ายมาก แค่เอาเงินในพ็อตทั้งหมดหารด้วยเงินที่ต้องใส่ ตัวอย่างเช่น ถ้าพ็อตมี 100 บาท และต้องใส่ 20 บาทเพื่อเล่นต่อ Pot Odds ก็คือ 100:20 หรือ 5:1 หมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ใส่ มีโอกาสได้คืน 5 บาทการคำนวณ Pot Odds ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าการเรียกนั้นคุ้มค่าหรือไม่ในทางคณิตศาสตร์ หลักการง่าย ๆ คือ ถ้า Pot Odds ดีกว่าโอกาสที่จะได้ไพ่ที่ต้องการ (หรือ Odds ของ Outs) ก็ควรเรียก แต่ถ้า Pot Odds แย่กว่าก็ควรหมอบ ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Pot Odds เป็น 5:1 และโอกาสที่จะได้ไพ่ที่ต้องการเป็น 4:1 ก็ควรเรียก เพราะในระยะยาวจะได้กำไรมาดูตัวอย่างเพิ่มเติมกัน สมมติว่ากำลังเล่น Texas Hold’em และอยู่ใน Turn แล้ว พ็อตมี 500 บาท คู่แข่งเบท 100 บาท ตอนนี้พ็อตรวมเป็น 600 บาท และต้องใส่ 100 บาทเพื่อเล่นต่อ Pot Odds ก็คือ 600:100 หรือ 6:1 ถ้าโอกาสที่จะได้ไพ่ที่ต้องการดีกว่า 6:1 ก็ควรเรียก แต่ถ้าแย่กว่าก็ควรหมอบสิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ Pot Odds เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น Implied Odds หรือเงินที่อาจได้เพิ่มในรอบต่อไปถ้าได้ไพ่ที่ต้องการ และ Reverse Implied Odds หรือเงินที่อาจเสียเพิ่มถ้าได้ไพ่แต่แพ้อยู่ดี

วิธีการคำนวณ Pot Odds และ Equityแบบละเอียดทุกขั้นตอนพร้อมตัวอย่าง
มาลงมือคำนวณกันจริง ๆ ซะที โดยจะอธิบายทีละขั้นตอนให้เข้าใจง่าย ๆ ขั้นตอนแรกคือดูเงินในพ็อตทั้งหมด รวมถึงเงินที่คู่แข่งเพิ่งใส่ไปด้วย ขั้นตอนที่สองคือดูเงินที่ต้องใส่เพื่อเล่นต่อ ขั้นตอนที่สามคือหารเงินในพ็อตด้วยเงินที่ต้องใส่ แค่นี้ก็ได้ Pot Odds แล้ว
ตัวอย่างที่ 1: พ็อตมี 200 บาท คู่แข่งเบท 50 บาท ตอนนี้พ็อตรวมเป็น 250 บาท และต้องใส่ 50 บาทเพื่อเล่นต่อ Pot Odds ก็คือ 250:50 หรือ 5:1 แปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้ 1/(5+1) = 16.7% หมายความว่าต้องมีโอกาสชนะอย่างน้อย 16.7% ขึ้นไปการเรียกถึงจะคุ้มค่า นี่แหละคือหัวใจของ การคำนวณ Pot Odds และ Equityในทางปฏิบัติ
ตัวอย่างที่ 2: พ็อตมี 1,000 บาท คู่แข่งเบท 500 บาท ตอนนี้พ็อตรวมเป็น 1,500 บาท และต้องใส่ 500 บาทเพื่อเล่นต่อ Pot Odds ก็คือ 1,500:500 หรือ 3:1 แปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้ 1/(3+1) = 25% หมายความว่าต้องมีโอกาสชนะอย่างน้อย 25% ขึ้นไปการเรียกถึงจะคุ้มค่า
ตัวอย่างที่ 3: พ็อตมี 300 บาท คู่แข่งเบท 300 บาท (Pot-size bet) ตอนนี้พ็อตรวมเป็น 600 บาท และต้องใส่ 300 บาทเพื่อเล่นต่อ Pot Odds ก็คือ 600:300 หรือ 2:1 แปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้ 1/(2+1) = 33.3% ในกรณีนี้ต้องมีโอกาสชนะค่อนข้างสูงถึงจะคุ้มที่จะเรียก
สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อคู่แข่งเบทมากขึ้น Pot Odds ก็จะแย่ลง ทำให้ต้องมีโอกาสชนะสูงขึ้นถึงจะคุ้มที่จะเรียก นี่คือเหตุผลที่มือโปรมักจะเบทใหญ่เมื่อต้องการให้คู่แข่งหมอบ เพราะทำให้ Pot Odds ของคู่แข่งแย่ลง ในทางกลับกัน เมื่อคู่แข่งเบทน้อย Pot Odds ก็จะดีขึ้น ทำให้มีเหตุผลมากขึ้นที่จะเรียก
สูตรการคำนวณ Pot Odds และ Equityด้วย Rule of 2 และ 4 แบบรวดเร็ว
Rule of 2 และ 4 เป็นทางลัดที่ผู้เล่นการคำนวณ Pot Odds และ Equityทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถคำนวณ Equity ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข หลักการง่ายมาก ถ้าเหลือไพ่ให้เปิดอีก 2 ใบ (Turn และ River) ให้เอาจำนวน Outs คูณ 4 แต่ถ้าเหลือแค่ 1 ใบ (River อย่างเดียว) ให้คูณ 2Outs คือไพ่ที่จะทำให้มือไพ่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้ามี Flush Draw (รอไพ่สีเดียวกันอีก 1 ใบ) ก็จะมี Outs 9 ใบ (ไพ่สีนั้นที่เหลืออยู่ในสำรับ) ถ้ามี Straight Draw (รอไพ่ต่อเรียงอีก 1 ใบ) ก็จะมี Outs 8 ใบ (ไพ่ที่ทำให้ต่อเรียงได้) การนับ Outs ให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากในการคำนวณ Equityดูตัวอย่าง การคำนวณ Equity ด้วย Rule of 4 กัน สมมติว่ามี Outs 9 ใบ (เช่น Flush Draw) และอยู่ใน Flop (เหลือไพ่เปิดอีก 2 ใบ) ก็จะได้ 9 x 4 = 36% Equity หมายความว่ามีโอกาสประมาณ 36% ที่จะได้ไพ่ที่ต้องการใน Turn หรือ Riverตัวอย่าง Rule of 2 สมมติว่าอยู่ใน Turn แล้ว (เหลือไพ่เปิดอีก 1 ใบ) และมี Outs 9 ใบเหมือนเดิม ก็จะได้ 9 x 2 = 18% Equity หมายความว่ามีโอกาสประมาณ 18% ที่จะได้ไพ่ที่ต้องการใน River เห็นไหมว่าโอกาสลดลงเกือบครึ่งเมื่อเหลือไพ่เปิดน้อยลงข้อดีของ Rule of 2 และ 4 คือสามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็วแม้อยู่ในสถานการณ์กดดัน ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลขซับซ้อน แค่นับ Outs แล้วคูณเลขตามกฎก็ได้คำตอบทันที แม้จะไม่แม่นยำ 100% แต่ก็ใกล้เคียงพอที่จะใช้ตัดสินใจได้

การนำการคำนวณ Pot Odds และ Equityไปใช้ในสถานการณ์จริงบนโต๊ะ Poker
ทีนี้มาดูกันว่าจะเอาความรู้ทั้งหมดไปใช้ยังไงในเกมจริง ขั้นตอนแรกคือนับ Outs แล้วคำนวณ Equity ขั้นตอนที่สองคือคำนวณ Pot Odds ขั้นตอนที่สามคือเปรียบเทียบทั้งสอง ถ้า Equity สูงกว่า Pot Odds ที่ต้องจ่าย ก็ควรเรียก ถ้าต่ำกว่าก็ควรหมอบ ฟังดูง่ายใช่ไหม แต่ในเกมจริงต้องใช้การตัดสินใจอย่างรวดเร็วตัวอย่างสถานการณ์จริง: มือไพ่เป็น 9♥ 10♥ และบนโต๊ะมี 2♥ 5♥ K♣ ตอนนี้มี Flush Draw ซึ่งมี Outs 9 ใบ (ไพ่ ♥ ที่เหลือในสำรับ) ใช้ Rule of 4 ได้ Equity ประมาณ 36% พ็อตมี 400 บาท คู่แข่งเบท 100 บาท Pot Odds เป็น 500:100 หรือ 5:1 แปลงเป็น 16.7%เปรียบเทียบแล้ว Equity 36% สูงกว่า Pot Odds ที่ต้องจ่าย 16.7% อย่างชัดเจน ดังนั้นควรเรียก เพราะในระยะยาวจะได้กำไร นี่แหละคือพลังขอการคำนวณ Pot Odds และ Equityที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีหลักการ ไม่ใช่แค่เดาสุ่มอีกตัวอย่างหนึ่ง: มือไพ่เป็น J♠ Q♠ และบนโต๊ะมี 9♦ 10♣ A♥ ตอนนี้มี Open-ended Straight Draw ซึ่งมี Outs 8 ใบ (8 ใดก็ได้ หรือ K ใดก็ได้) ใช้ Rule of 4 ได้ Equity ประมาณ 32% พ็อตมี 200 บาท คู่แข่งเบท 200 บาท (Pot-size bet) Pot Odds เป็น 400:200 หรือ 2:1 แปลงเป็น 33.3%ในกรณีนี้ Equity 32% ต่ำกว่า Pot Odds ที่ต้องจ่าย 33.3% เล็กน้อย ดังนั้นการเรียกอาจไม่คุ้มในทางคณิตศาสตร์ แต่ถ้าคิดว่าจะได้เงินเพิ่มอีกเยอะใน River ถ้าได้ไพ่ที่ต้องการ (Implied Odds) ก็อาจพิจารณาเรียกได้ นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งการตัดสินใจไม่ได้ตรงไปตรงมา ต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ด้วย
ตัวอย่างการคำนวณ Pot Odds และ Equityจากสถานการณ์ที่พบบ่อยในเกม Poker
มาดูตารางสรุป Outs และ Equity ของสถานการณ์ที่พบบ่อย ๆ กันบ้าง เพื่อให้จำได้ง่ายและนำไปใช้ได้รวดเร็ว
- Gutshot Straight Draw (4 Outs): หลัง Flop มี Equity 16% หลัง Turn มี 8% ต้องการ Pot Odds อย่างน้อย 5:1 ขึ้นไป นี่เป็น Draw ที่อ่อนแอที่สุด
- Two Overcards เช่น AK (6 Outs): หลัง Flop มี Equity 24% หลัง Turn มี 12% ต้องการ Pot Odds อย่างน้อย 3:1 ขึ้นไป
- Open-ended Straight Draw (8 Outs): หลัง Flop มี Equity 32% หลัง Turn มี 16% ต้องการ Pot Odds อย่างน้อย 2:1 ขึ้นไป
- Flush Draw (9 Outs): หลัง Flop มี Equity 36% หลัง Turn มี 18% ต้องการ Pot Odds อย่างน้อย 2:1 ขึ้นไป เป็น Draw ที่แข็งแกร่ง
- Flush Draw + Gutshot (12 Outs): หลัง Flop มี Equity 48% หลัง Turn มี 24% เกือบเป็น 50-50 แล้ว เป็น Draw ที่ทรงพลังมาก
- Flush Draw + Open-ended Straight (15 Outs): หลัง Flop มี Equity 60% หลัง Turn มี 30% เป็นมือที่แข็งแกร่งมาก อาจเล่นแบบ Semi-Bluff ได้เลย
การจำตารางนี้ไว้จะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นในเกมจริง ไม่ต้องเสียเวลาคำนวณใหม่ทุกครั้ง แค่นับ Outs แล้วดูว่าตรงกับสถานการณ์ไหน ก็รู้ Equity คร่าว ๆ ได้เลย แล้วก็เปรียบเทียบกับ Pot Odds ที่คำนวณได้
เคล็ดลับการคำนวณ Pot Odds และ Equityที่ต้องการพัฒนาตัวเอง
นอกจากสูตรพื้นฐานแล้ว ยังมีเคล็ดลับหลายอย่างที่ช่วยให้คำนวณได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น อย่างแรกที่แนะนำคือจำตารางเปอร์เซ็นต์ของ Outs ทั่วไปไว้เลย เช่น 4 Outs = 16-17%, 8 Outs = 32%, 9 Outs = 35-36% จะได้ไม่ต้องคิดเลขระหว่างเล่น ทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นและดูเป็นธรรมชาติ
เคล็ดลับที่สองคือฝึกนับ Outs ให้เร็ว หลายคนรู้วิธีคำนวณแต่นับ Outs ช้า ทำให้ใช้เวลานานในการตัดสินใจ ลองฝึกโดยการดูมือไพ่และบอร์ดแล้วนับ Outs ให้เร็วที่สุด ทำซ้ำจนเป็นอัตโนมัติ ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งเร็วขึ้น
อีกอย่างที่สำคัญคือฝึกคำนวณบ่อย ๆ จนเป็นธรรมชาติ ใครที่อยากพัฒนาฝีมือ Poker จริงจังควรใช้เวลาการคำนวณ Pot Odds และ Equityจนกลายเป็นเรื่องปกติ จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในระยะยาว สามารถเรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมได้ที่หน้า เทคนิค poker ของเว็บไซต์
เคล็ดลับที่สามคือใช้แอพหรือซอฟต์แวร์ช่วยฝึก มีหลายแอพที่ออกแบบมาเพื่อช่วยฝึกคำนวณ Pot Odds และ Equity โดยเฉพาะ ลองใช้ฝึกนอกเกมจริงก่อน จะได้ไม่เสียเงินระหว่างเรียนรู้ เมื่อมั่นใจแล้วค่อยนำไปใช้ในเกมจริง
ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยงในการใช้การคำนวณ Pot Odds และ Equity
มีหลายข้อผิดพลาดที่ผู้เล่นมักทำเมื่อใช้การคำนวณ Pot Odds และ Equityลองมาดูกันเพื่อจะได้หลีกเลี่ยง
- นับ Outs ผิด: หลายคนไม่ได้คิดว่าบาง Outs อาจช่วยคู่แข่งด้วย เรียกว่า Tainted Outs ตัวอย่างเช่น ถ้ารอ Flush แต่มีไพ่ที่ทำให้บอร์ดเป็น Pair อาจทำให้คู่แข่งได้ Full House
- ลืมคิด Implied Odds: บางทีถึง Pot Odds ไม่ดีในตอนนี้ แต่ถ้าชนะจะได้เงินเพิ่มอีกเยอะในรอบต่อไป ทำให้การเรียกอาจคุ้มค่าได้
- ใช้แบบตายตัวเกินไป: สถานการณ์ทุกอย่างไม่เหมือนกัน บางครั้งต้องปรับตัวตามสไตล์คู่แข่งและขนาดสแต็คด้วย
- ไม่คำนึงถึงสไตล์คู่แข่ง: Pot Odds อาจดี แต่ถ้าคู่แข่งเป็นคนที่ไม่ค่อย Bluff ก็อาจหมายความว่าเขามีไพ่ดีจริง ต้องพิจารณาปัจจัยนี้ด้วย
- คิดเลขผิดเพราะรีบ: การคำนวณผิดอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด ถ้าไม่แน่ใจก็ใช้เวลาคิดให้ดีก่อน อย่ารีบร้อนจนเกินไป

วิธีฝึกซ้อมการคำนวณให้คล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติการคำนวณ Pot Odds และ Equity
การฝึกซ้อมเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การคำนวณกลายเป็นเรื่องง่าย วิธีที่แนะนำคือลองใช้แอพหรือเว็บไซต์ที่มีโปรแกรมจำลองสถานการณ์ Poker เพื่อฝึกคำนวณ Pot Odds และ Equity หรือจะเล่นฟรีโรลก่อนก็ได้ เพื่อทดสอบทักษะโดยไม่เสียเงินจริงอีกวิธีที่ได้ผลดีคือดูรีเพลย์ของตัวเองหลังเล่นเสร็จ แล้ววิเคราะห์ว่าตัดสินใจถูกหรือผิดตามการคำนวณ Pot Odds และ Equityนี่จะช่วยให้เห็นจุดที่ต้องปรับปรุงได้ชัดเจน และเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองลองทำแบบฝึกหัดนี้ทุกวัน: สุ่มไพ่มือ 2 ใบและบอร์ด 3 ใบ (Flop) แล้วลองนับ Outs และคำนวณ Equity ให้เร็วที่สุด ทำซ้ำ 10-20 ครั้งต่อวัน ภายในสัปดาห์เดียวจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนนอกจากนี้ยังแนะนำให้ศึกษาจากมือโปร ดูวิดีโอหรืออ่านบทความที่พวกเขาอธิบายการตัดสินใจในแต่ละมือ จะได้เห็นว่ามือโปรใช้ Pot Odds และ Equity ในการตัดสินใจอย่างไร และนำมาประยุกต์ใช้กับเกมของตัวเอง
สรุปการคำนวณ Pot Odds และ Equityกุญแจสู่ความสำเร็จในเกม Poker
ไม่ใช่แค่ทักษะที่น่ารู้ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครที่ต้องการคำนวณ Pot Odds และ Equityอย่างจริงจังและต้องการชนะในระยะยาว เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว การตัดสินใจในเกมจะง่ายขึ้นมาก ทุกการเรียก หมอบ หรือเพิ่มเดิมพัน จะมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนจำไว้ว่า Pot Odds คืออัตราส่วนระหว่างเงินในพ็อตกับเงินที่ต้องใส่ ส่วน Equity คือโอกาสที่จะชนะ ถ้า Equity สูงกว่า Pot Odds ที่ต้องจ่าย ก็ควรเรียก ถ้าต่ำกว่าก็ควรหมอบ หลักการง่าย ๆ แค่นี้แหละที่จะเปลี่ยนเกม Poker ไปตลอดกาลอย่าลืมว่าการฝึกฝนคือสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งคำนวณบ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งทำได้เร็วขึ้น จนในที่สุดจะกลายเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเลขในหัวนานเหมือนตอนแรก ลองนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในเกมจริง แล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่ต่างออกไปอย่างแน่นอนสุดท้ายนี้ อย่าลืมว่า Poker เป็นเกมที่มีทั้งทักษะและโชค การใช้ Pot Odds และ Equity ไม่ได้หมายความว่าจะชนะทุกมือ แต่หมายความว่าจะตัดสินใจได้ดีขึ้นในระยะยาว และนั่นคือสิ่งที่จะทำให้เป็นผู้เล่นที่ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
